คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ฉีก-ผังเมือง เอื้อประโยชน์ทุน-ใช้พื้นที่สีเขียว-ทำลายหลักการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

EnLAW ชวนดูข้อมูลและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากผลพวงคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท

  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ฉีก-ผังเมือง เอื้อประโยชน์ทุน-ใช้พื้นที่สีเขียวในชุมชนอย่างอิสระ ทำลายหลักการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

    คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 ออกตามอำนาจในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวฯ ปี 2557 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ออกคำสั่งนี้เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2559 โดยมีผลใช้บังคับทันทีและใช้บังคับกับทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

    คำสั่งนี้มีผลเป็นการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท เช่น โรงงานผลิตก๊าซชีวภาพ โรงบำบัดน้ำเสีย เตาเผาขยะ โรงงานคัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูล หรือ หลุมฝังกลบขยะ โรงงานรีไซเคิล โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะมูลฝอย

  • ผลกระทบของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559

    ๐ เป็นการลดข้อจำกัดทางกฎหมายเรื่องพื้นที่ตั้งโรงงานหรือกิจการที่เกี่ยวข้องการผลิตพลังงานและการจัดการขยะของเสียสิ่งปฏิกูล
    ๐ หน่วยงานรัฐสามารถอนุมัติ-อนุญาตการตั้งโรงงาน โรงไฟฟ้าหรือโรงกำจัดขยะบางประเภทได้โดยไม่ต้องพิจารณาข้อห้ามตามกฎหมายผังเมืองที่วางมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในเชิงพื้นที่ไว้ เช่น พื้นที่เขตอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมที่มีข้อกำหนดห้ามสร้างโรงไฟฟ้า

     

  • ข้อสังเกตของ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ต่อการใช้อำนาจคำสั่ง หัวหน้า คสช.ที่ 4/2559

    1.การออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 เป็นการทำลายคุณค่าและหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนและขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายผังเมือง เนื่องจากกฎหมายผังเมือง เป็นกรอบกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินแต่ละบริเวณให้มีความยั่งยืนเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จึงถือว่าเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเชิงพื้นที่ของประชาชน และตามกฎหมายผังเมืองนั้น กำหนดว่าการจัดทำผังเมืองรวมจะต้องมีการประกาศเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบและหน่วยงานจะต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

    2.ผลของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 ในทางปฏิบัติอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการกิจการต่างๆ ตามคำสั่งนี้ สามารถขออนุญาตดำเนินกิจการในสถานที่ใดๆได้ทั่วประเทศโดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดเกี่ยวกับสถานที่ตั้งหรือกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนซึ่งข้อสังเกตดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการขออนุญาตและอนุมัติการตั้งโรงไฟฟ้าขยะเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่

  • คำสั่งหัวหน้า คสช. 4/2559 เอื้อทุน-ทำลายทรัพยากรสิ่งแวดล้อม-ผลกระทบที่ชุมชนและประชาชนต้องแบกรับ


โรงไฟฟ้าขยะชุมชน ต.หนองไข่น้ำ อ.หนองแค จ.สระบุรี

“อบต.ออกข้อบัญญัติท้องถิ่น-พ่วงคำสั่ง หัวหน้า คสช. 4/2559 ดันโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ชุมชน ”

พื้นที่ ต.หนองไข่น้ำ อ.หนองแค จ.สระบุรี ได้รับเลือกเป็นที่ตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ขนาดกำลังการผลิต 9.5 เมกะวัตต์ ภายใต้โครงการกำจัดขยะมูลฝอยเทศบาลเมืองพระพุทธบาทด้วยวิธีการแปรสภาพเป็น RDF และนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า โดยที่ตั้งโครงการฯอยู่ในแหล่งชุมชน และตามผังเมืองรวมจังหวัดสระบุรีถูกกำหนดเป็นพื้นที่ชุมชน (สีชมพู) ให้ใช้ประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัยฯ และไม่สามารถประกอบกิจการโรงไฟฟ้าได้ (ประเภทโรงงานลำดับที่ 88) แต่ด้วยคำสั่ง หัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 จึงทำให้อบต.หนองไข่น้ำ ดำเนินการแก้ไขข้อบัญญัติท้องถิ่นให้สามารถสร้างโรงไฟฟ้าฯ ในพื้นที่ชุมชนโดยไม่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประกอบกับการพิจารณาเลือกพื้นที่ตั้งของโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ก็ไม่มีกระบวนการขั้นตอนในการให้ข้อมูลรายละเอียดโครงการ -ไม่มีการประเมินผลกระทบจากโครงการที่อาจเกิดขึ้น-ไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในการพิจารณาเลือกพื้นที่ตั้งจากประชาชนผู้อาจได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่ “เครือข่ายชาวบ้านตำบลหนองไข่น้ำ” ได้ยื่นหนังสือคัดค้านโครงการฯ ดังกล่าวต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีขอให้ยกเลิกโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน และคำสั่ง หัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 และใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้เพิกถอนข้อบัญญัติท้องถิ่นที่เปิดพื้นที่ทำโรงไฟฟ้าขยะชุมชน


โรงไฟฟ้าถ่านหิน ต.โพกรวม อ.เมืองสิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี

“ผังเมืองห้าม-แต่หน่วยงานอ้างคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559”

พื้นที่ ต.โพกรวม อ.เมืองสิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี ตามผังเมืองรวมจังหวัดสิงห์บุรีถูกกำหนดเป็นพื้นที่เกษตรกรรมชนบท (สีเขียว) ให้ใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรกรรมฯ และห้ามมีกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากถ่านหิน แต่หน่วยงานที่พิจารณาอนุญาตได้ใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 เป็นข้อยกเว้นให้สามารถตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ดังกล่าวได้ ส่งผลให้เอกชนสามารถยื่นขออนุญาตสร้างโรงไฟฟ้าโดยใช้เชื้อเพลิงถ่านหินขนาด 9.9 เมกกะวัตต์ในพื้นที่ได้ โดยไม่ต้องพิจารณาข้อห้ามตามผังเมืองรวมจังหวัดสิงห์บุรี แม้ว่าพื้นที่ตั้งของโครงการฯ ดังกล่าวจะอยู่ในแหล่งชุมชนและพื้นการเกษตรของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินฯ อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศที่เป็นห่วงโซ่ของการดำรงชีวิต-สิ่งแวดล้อม-ผลผลิตทางการเกษตรของชุมชนและประชาชน

ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่ “กลุ่มคนรักษ์โพกรวม” และประชาชนในพื้นที่ตำบลโพกรวมและตำบลใกล้เคียงได้ยื่นหนังสือคัดค้านโครงการฯ ดังกล่าวต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเพื่อคุ้มครอง ปกป้องระบบนิเวศน์ และวิถีชีวิตชุมชน เนื่องจากผังเมืองกำหนดห้ามมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ชนบทเกษตรกรรม แต่ผลพวงจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 ทำลายหลักการผังเมืองและสิทธิชุมชน

เราจะดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีได้อย่างไร
หากกฎหมายและนโยบายทำลายหลักการคุ้มครองสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี

#สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี

อ่านสรุปคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 

Print Friendly, PDF & Email

Related Posts

 

 

 

 

Slider by webdesign