การอบรมชุมชนภาคอีสาน “การเสริมสร้างศักยภาพชุมชนด้านกฎหมาย”

นโยบายภาครัฐที่พยายามมุ่งเน้นและส่งเสริมความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จนละเลยความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม แม้แต่การตรากฎหมายต่าง ๆขึ้นต้องมีการคำนึงถึงความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม และต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชน โดยชุมชนต้องมีความเข้าใจว่าพวกเขาสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องใดได้บ้าง  เป็นความท้าทายระหว่างการพัฒนาและการรักษาทรัพยากร เราจะทำอย่างไรให้เกิดการพัฒนาที่มีการใช้สอยทรัพยากรเพื่อให้เกิดความยั่งยืนมากที่สุด จนเกิดการอบรมครั้งนี้ขึ้น

เมื่อวันที่ 20-21 ตุลาคม พ.ศ.2561 มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ มูลนิธิส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ได้จัดกิจกรรมการอบรมชุมชนภาคอีสาน “การเสริมสร้างศักยภาพชุมชนด้านกฎหมาย” ขึ้น ณ คณะ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยโครงการดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมเป็นกลุ่มชาวบ้านผู้ที่สนใจจำนวน 30 คนโดยประมาณ และนักศึกษาจากคณะวิทยาลัยการปกครอง จำนวน 30 คน 

 

วันที่หนึ่ง : สร้างความเข้าใจและกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

 

กิจกรรมช่วงเช้า เริ่มจากการชี้แจงกำหนดการและวัตถุประสงค์ของการจัดอบรม โดย คุณ สุภาภรณ์ มาลัยลอย จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ชี้แจงว่าวัตถุประสงค์ของการเกิดกิจกรรมนี้เพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชนในการใช้สิทธิ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการที่จำเป็นเกี่ยวกับกิจการโครงการหรือการดำเนินการใดๆทั้งของภาครัฐและเอกชนที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต สุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชนและชุมชน อย่างถูกต้องและพอเพียง สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะโดยไม่ถูกขัดขวางการใช้สิทธิของชุมชนได้โดยง่าย และหวังว่ากิจกรรมนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนปฏิบัติการใช้สิทธิของชุมชนที่เข้มแข็ง เพื่อปกป้องคุณภาพสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของชุมชน และนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ผู้เข้าร่วมอบรม ได้พูดคุยสะท้อนปัญหาและแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่เกิดในถิ่นฐานของตัวเอง โดยได้สะท้อนปัญหาที่เผชิญว่า

“ชุมชนจังหวัดอุดร โรงงานยางพารา ปีที่ 7 ร้องเรียนแล้ว

ทำกิจกรรมคัดค้านแล้ว ทำหนังสือร้องเรียนแล้ว จนหมดกำลังใจ

และมีปัญหาเรื่องมลพิษ กลิ่นเหม็น แสบจมูก เมื่อวันที่ 16

ผู้ว่าฯลงพื้นที่ เจ้าของโรงงานขู่จะฟ้องกลับ จึงปรึกษาอาจารย์

เมื่อเราต่อสู้มาหลายปีจนหมดหนทาง จะต้องทำอย่างไรต่อ”

หลังจากนั้น คุณสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ วิทยากรจากสมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำคณะ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นพูดบรรยายเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม และแนวทางการพัฒนาภาคอีสาน ว่าอีสานถูกมองว่าพื้นที่อีสานเป็นอีสานแล้ง ภาครัฐจึงพยายามตั้งโจทย์ในการเข้ามาพัฒนาภาคอีสาน โดยไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ การสร้างน้ำ สร้างเขื่อน ฯลฯ ซึ่งจริงคนในพื้นที่อีสานไม่ได้มองว่าอีสานมันแห้งแล้ง เพียงแต่มันเป็นไปตามฤดูการในฤดูแล้ง มันก็แล้ง ฤดูฝนก็มีน้ำ ฤดูหนาวมันก็หนาว นี่คือวิถีปกติของระบบนิเวศ สิ่งสำคัญเรื่องการพัฒนาเราต้องมองว่า การพัฒนาที่เข้ามาต่าง ๆนั้น สอดคล้องกับระบบนิเวศไหม และแนวทางเหล่านั้นสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่หรือไม่

“สิ่งสำคัญเรื่องการพัฒนาเราต้องมองว่า การพัฒนาที่เข้ามาต่าง ๆ

นั้นสอดคล้องกับระบบนิเวศไหม และแนวทางเหล่านั้น

สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่หรือไม่”

ในช่วงบ่าย  เริ่มการอบรม โดย นายสุทธิเกียรติ คชโส เจ้าหน้าที่กฎหมายมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม บรรยาย เรื่องสิทธิชุมชนและความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญ  โดยกล่าวว่าหลักสิทธิของประชาชนที่สำคัญ สิทธิที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิในการมีส่วนร่วม สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ สิทธิการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และทางวิทยากรได้ยกเอาการนิยามในเรื่องการพัฒนาจากปฏิญญาริโอเดอจาเนโรว่าด้วยสิ่งแวดล้อม ว่าคำนิยามต่าง ๆเหล่านั้นต่างมุ่งเน้นการให้มนุษย์เป็นจุดศูนย์กลางของการพัฒนา มนุษย์จะอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมและจัดสรรทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างไรให้ยั่งยืน นี่เป็นหลักการใหญ่ ๆของหลักการระหว่างประเทศ

 

“นิยามในเรื่องการพัฒนาจากปฏิญญาริโอเดอจาเนโร

ว่าด้วยสิ่งแวดล้อม ว่าคำนิยามต่าง ๆเหล่านั้นต่างมุ่งเน้น

การให้มนุษย์เป็นจุดศูนย์กลางของการพัฒนา มนุษย์จะ

อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมและจัดสรรทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างไรให้ยั่งยืน

นี่เป็นหลักการใหญ่ ๆของหลักการระหว่างประเทศ”

ต่อเนื่องด้วยวิทยากรจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม  นางสาว ศุภมาศ กัญญาภัคโภคิน บรรยายเรื่องการใช้สิทธิร้องเรียนและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ ว่าการขอข้อมูลข่าวสาร มันเป็นต้นทางให้เราสามารถเห็นได้ว่าจะมีโครงการอะไรเข้ามาในพื้นที่ของเราบ้าง เราต้องมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการต่าง ๆนี้ เพื่อให้รู้ว่าเราจะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วม กับกระบวนการนั้น ๆได้อย่างไรโดยสิทธิในการขอข้อมูลข่าวสารเหล่านี้  และได้ให้ผู้เข้าร่วมอบรมฝึกปฏิบัติการเขียนหนังสือร้องเรียนและขอข้อมูลข่าวสารเพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริง

“สิทธิในการขอข้อมูลข่าวสารเป็นต้นทางหนึ่ง

ที่ประชาชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมแสดงความเห็น

และหากสิทธิในการขอข้อมูลข่าวสารถูกขัดขวางตั้งแต่ต้น

สิทธิในการมีส่วนร่วม หรือแสดงความคิดเห็นจากประชาชน

ก็จะถูกลดทอนลง  และท้ายที่สุดกระบวนยุติธรรม

ทางสิ่งแวดล้อมก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง”

 

 

ในช่วงเย็น มีการบรรยายให้ความรู้เรื่องเสรีภาพในการชุมนุมและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กล่าวว่าทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 34 และสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญ 2560  มาตรา44 โดยการชุมนุมรวมตัวกันของประชาชนจำนวนมากเป็นการแสดงถึงความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องสาธารณะส่วนรวม และเพื่อดึดดูดความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปในการติดตามถ่ายทอดและนำเสนอประเด็นปัญหาออกไปให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างขึ้นและช่วยเพิ่มอำนาจของประชาชนในการเจรจาต่อรองหรือการได้รับความใส่ใจในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐ

 

 

วันที่สอง : สร้างกระบวนการเรียนรู้และต่อยอดในการใช้สิทธิของประชาชน 

 

ในช่วงเช้า เริ่มต้นด้วยการพูดให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้สิทธิการมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำ EIA และ EHIA โดยนางสาว ชนะจิต  รอนใหม่  โดยชาวบ้านให้ความเห็นว่า “การทำEIAเป็นการทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นชาวบ้านในพื้นที่ควรมีส่วนร่วม แต่ชาวบ้านกลับไม่ได้มีส่วนร่วมเท่าที่ควรหลายครั้งการทำรายงานหรือการรับฟังความคิดเห็นถูกกีดกันความคิดเห็นของคนที่แตกต่างออกไป และรับฟังเฉพาะคนเห็นด้วยทำให้รายงานและการรับฟังไม่ได้ก่อให้เกิดผลแก่ชาวบ้านอย่างแท้จริง”

 

“การประเมินผลกระทบต่างๆเหล่านี้ควรมีการคำนึง

ถึงมิติทางด้านสังคมและด้านชุมชนมากกว่านี้”

ต่อด้วยการบรรยาย เรื่อง เครื่องมือการใช้สิทธิของประชาชน : การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยชุมชน และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วงบ่าย ร่วมพูดคุยแนวทางการเดินหน้าต่อ และวางแผนยุทธศาสตร์ร่วมกันของชุมชนโดยในหลายพื้นที่ก็มีข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงข้อมูลได้ยาก และกระบวนการใช้สิทธิ เนื่องด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญในกระบวนการใช้สิทธิของภาคประชาชน และเป็นต้นทางในการขับเคลื่อนต่อเพื้อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน         

ดังนั้นในการขับเคลื่อนประเทศเพื่อให้เกิดการพัฒนา ในมุมมองของรัฐบาลอาจจะมองในด้านเศรษฐกิจ หรือกระทั้งกำจัดปัญหาความยากจน แต่การพัฒนาไม่สามารถมองด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างเดียวได้ ควรมีมิติมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่รอบด้านควบคู่กันไป การพัฒนาด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตของประชากร ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับมิติต่าง ๆให้รอบด้าน และเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน       

 

ติดตามเรื่องราวต่าง ๆได้ที่ https://enlawfoundation.org/newweb/

Print Friendly, PDF & Email

 

 

 

 

Slider by webdesign