บทความรอบเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2561 กับสถานการณ์การเคลื่อนไหวการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในด้านสิ่งแวดล้อม (กรณีคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา-กระบี่)

         จากสถานการณ์ในรอบเดือนกุมภาพันธ์ 2561 เกิดปรากฏการณ์การใช้เสรีภาพการชุมนุมของประชาชนในนามตัวแทนภาคประชาชน เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน และเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.เทพา จ.สงขลา ทางมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมเห็นว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวมีนัยยะสำคัญที่ควรจะพูดถึงโดยจะขอกล่าวถึงสถานการณ์ดังกล่าวเพื่อนำมาเชื่อมโยงกับหลักสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี

        สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี (Right to a Decent of Healthful Environment) แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีเกิดจากการเรียกร้องให้รัฐต้องสร้างดุลภาพระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจกับความจำเป็นในการรักษาระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม แม้จะยอมรับกันว่ารัฐมีหน้าที่สงวนรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ประชาชนสามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีนั้นหมายถึง สิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพระดับใดและสามารถแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศตามระดับของการพัฒนาได้หรือไม่ นักวิชาการบางท่านมีความเห็นว่า สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีไม่ได้หมายความถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาดบริสุทธิ์ แต่หมายถึงสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำที่จะเอื้ออำนวยให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีสุขภาพดีได้[1]

       ในระดับสากล สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีถือเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในการมีชีวิต (right to life) ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชน ข้อ 3 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 กำหนดว่า “ทุกคนมีสิทธิในชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงในตัวบุคคล” และข้อ 25(1) กำหนดว่า “ทุกคนมีสิทธิในมาตรฐานชีวิตที่เพียงพอต่อสุขภาพและความผาสุกของตนเองและครอบครัว รวมทั้งการมีอาหารเครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัย….” ข้อกำหนดเดียวกันนี้ปรากฎในข้อ 11[2] ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ. 1966 นอกจากนี้คำประกาศสต๊อกโฮล์ ม ค.ศ. 1972 หลักการข้อ 1 กำหนดว่า “มนุษย์มีสิทธิพื้นฐานในอิสรภาพ ความเท่าเทียมกัน และสภาพชีวิตที่พอเพียงในสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพและเอื้ออำนวยให้สามารถดำรงชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีและอย่างผาสุก และมนุษย์มีหน้าที่สำคัญในการคุ้มครองและปรับปรุงสิ่งแวดล้อมเพื่อคนรุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคต”

 

  ภาพจากสำนักข่าว-ข่าวสด       

 

        สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดียังปรากฎอยู่ในความตกลงด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับภูมิภาคต่างๆ เช่น กฎบัตรแอฟริกาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิของกลุ่มชน (African Charter on Human and Peoples’ Rights หรือ Banjul Charter) ค.ศ. 1981 ในข้อ 24 “รับรองสิทธิของกลุ่มชนทั้งหลายในสิ่งแวดล้อมที่ดีเพียงพอและเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาตนเอง” (right of all peoples to a generally satisfactory environment favourable to their development) อีกตัวอย่างหนึ่งได้แก่ พิธีสารซานซัลวาดอร์[3] ซึ่งเป็นความตกลงเพิ่มเติมของอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนในทวีปอเมริกา ค.ศ. 1988 ข้อ 11 กำหนดว่า “ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อสุขภาพที่ดี (healthy environment) และมีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน” และ “รัฐภาคีต้องส่งเสริมการคุ้มครอง สงวนรักษาและปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม” นักกฎหมายมีความเห็นว่าสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีมีลักษณะเป็น procedural right หรือก่อให้เกิดสิทธิในกระบวนการมีส่วนร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมอันได้แก่ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ได้รับการเยียวยาความเสียหาย[4]

         แม้ว่าสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี (Right to a Decent of Healthful Environment) นั้นจะเป็นสิทธิรุ่นใหม่ที่ยังเป็นที่ถกเถียงเรื่องสถานะและการยอมรับในทางสิทธิมนุษยชน แต่ก็เป็นสิทธิที่มีพัฒนาการและได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในทางกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างน้อยในฐานะส่วนขยายของสิทธิในชีวิตและร่างกาย โดยมองว่าไม่เพียงแต่การคุ้มครองสิทธิในชีวิตร่างกายมิให้รัฐหรือบุคคลใดมาล่วงละเมิดทำลายหรือพรากเอาไปได้เท่านั้น แต่รัฐพึงต้องคุ้มครองสิทธิในชีวิตร่างกายของประชาชนให้ดำรงอยู่ได้โดยปกติสุขด้วย

         สำหรับรัฐธรรมนูญของไทยที่ผ่านมาแม้จะมิได้มีการบัญญัติถึงสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีไว้อย่างโดยตรงชัดแจ้ง แต่ในรัฐธรรมนูญฯ 2550 (ซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญฯ 2540) ก็ได้บัญญัติรับรองเรื่องนี้ไว้ด้วยถ้อยคำที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในมาตรา 67 วรรคแรก ว่า

        “สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครองส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสม”

         แม้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวจะใช้ถ้อยคำรับรองสิทธิอย่างกลืนกันระหว่างสิทธิเชิงกระบวนการและสิทธิเชิงเนื้อหา แต่ก็ชัดเจนเพียงพอที่จะสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้ว่า นอกจากการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้ว ยังมีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองให้ประชาชนมีสิทธิดำรงชีวิตอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมที่ดี กับทั้งปัจจุบันยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยอ้างอิงสิทธิตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวว่าเป็นฐานทางกฎหมายให้ประชาชนและชุมชนมีสิทธิฟ้องคดีเรียกร้องให้ผู้ก่อมลพิษหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมกระทำการแก้ไขฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เสียหายได้ด้วย (ดูคำพิพากษาฎีกาที่ 15219/2558) โดยศาลฎีกาเห็นว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ได้รับการรับรองคุ้มครองสืบต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฯ 2540 รัฐธรรมนูญฯ 2550 และรัฐธรรมนูญฯ (ชั่วคราว) 2557 มาตรา 4 ในฐานะสิทธิเสรีภาพตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการที่สำคัญของสิทธิการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี  แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า รัฐธรรมนูญฯ 2560 ได้ตัดบทบัญญัติรับรองสิทธิในเรื่องนี้ทิ้งไป และไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติมาตราอื่นใดที่พอจะตีความเทียบเคียงได้ จึงถือเป็นจุดอ่อนอีกประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฯ 2550[5]

 

ภาพข่าวจาก-spring-news

         โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-เทพา ถูกผลักดันภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศไทย พ.ศ.2558-2579 หรือแผนพีดีพี 2015 ซึ่งกำหนดให้โครงการฯ กระบี่ (800 MW) และโครงการฯ เทพา 1 (เฟส1 ขนาด 1,000 MW) เข้าระบบในปี พ.ศ.2562 และ 2564 ตามลำดับ คำว่า “เข้าระบบ” ในความหมายของแผนพีดีพีก็คือโครงการได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและมีการขนานไฟฟ้าเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ ดังนั้นการชะลอโครงการ 3 ปีก็คือการเลื่อนกำหนดการเข้าระบบของโครงการออกไป 3 ปี ความหมายนี้ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่ารัฐบาลไม่ได้ชะลอเพื่อทบทวนโครงการ ดังนั้นกระบวนการจัดทำรายงาน EHIA และกระบวนการสร้างการยอมรับของประชาชนในพื้นที่จึงไม่มีการเลื่อน ชะลอ ระงับ หรืออะไรก็ตามที่เป็นข้อเรียกร้องของฝ่ายคัดค้าน[6]

         หลังจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าประเทศไทย ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ได้พยายามนำเสนอวิธีการผลิตไฟฟ้าที่ต้องใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหินเป็นหลัก และส่วนใหญ่มีการกำหนดให้พื้นที่ภาคใต้เป็นพื้นที่ของโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ต่ำกว่า 9 โรง ใกล้ชายฝั่งทะเลทั้งอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งที่ผ่านมา กฟผ. พยายามที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (บ้านบ่อนอก – หินกรูด) จนเกิดกระแสคัดค้านอย่างหนักจากประชาชนในพื้นที่ จนไม่สามารถที่จะดำเนินการโครงการในพื้นที่นั้นได้ จึงมีการถอยร่นพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินลงมาในพื้นที่ภาคใต้ได้อย่างเต็มรูปแบบ ดังที่รับทราบกันอยู่ในปัจจุบัน หากแต่กระแสคัดค้านก็มีอยู่เช่นกัน  เหตุผลที่รัฐบาล และ กฟผ. พยายามหยิบยกมาตลอด คือความไม่มั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของภาคใต้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วต่อเรื่องนี้มีนักวิชาการด้านพลังงานออกมาอธิบายเพื่อทำความเข้าใจให้สังคมได้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงอีกด้าน แต่อาจจะเป็นเสียงที่ยังแผ่วเบาจนรัฐบาลไม่ได้ยิน และนอกจากนั้นแล้วยังมีข้อมูลเกี่ยวกับผลประโยชน์ของกลุ่มทุนถ่านหินที่รวมไปถึงองค์กรอย่าง กฟผ. เองที่ได้เข้าไปลงทุนซื้อหุ้นจากบริษัทถ่านหินไว้ด้วย นี่อาจเป็นแรงผลักสำคัญ ที่มีความพยายามให้เกิดโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ เหตุปัจจัยเหล่านี้ได้นำไปสู่ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น และเห็นได้ชัดว่า กฟผ. มีการนำวิธีการต่างๆมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองต่อเรื่องนี้ด้วยท่าทีที่ไม่เหมาะสมอันเห็นได้จากความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ หรือสื่ออื่นๆที่เขาสามารถเข้าไปสนับสนุนได้ จนกลายเป็นความร้อนแรงที่กำลังระอุถึงจุดแตกหักทั้งกรณีกระบี่และเทพา[7] ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาทางกลุ่มผู้คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ใช้วิธีการต่างๆ ทั้งยื่นหนังสือ และเจรจาเพื่อทำความเข้าใจกับสังคมและรัฐบาลซึ่งแม้ว่าจะออกคำสั่งชะลอการสร้างออกไป 3 ปี แต่กลับให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. เข้าไปสำรวจพื้นที่ และดำเนินคดีต่อผู้คัดค้าน แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของรัฐบาลที่จะยกเลิกการก่อสร้าง  

        ทำให้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 ที่องค์การสหประชาชาติ หรือ UN ประจำประเทศไทย ตัวแทนชาวบ้านจากจังหวัดกระบี่และอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา โดยเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน กว่า 70 คน เดินทางมาจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ และได้มีการอ่านแถลงการณ์ อารยะขัดขืนขั้นสูงสุดด้วยการอดอหารและดื่มแต่น้ำ เพื่อประกาศไปให้คนทั่วโลกว่าการปกป้องสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย ต้องใช้ชีวิตมาแลกกัน และจะมีจำนวนผู้อดอาหารร่วมกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  เพื่อให้ยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-เทพา และยกเลิกการดำเนินคดีกับชาวบ้าน 17 คน ที่เดินเท้าเข้าพบนายกรัฐมนตรี ระหว่างประชุม ครม.สัญจรที่ภาคใต้เมื่อปลายปีที่แล้ว[9]

 

       โดยการชุมนุมครั้งนี้มีการตั้งเป้าหมายว่าจะนั่งชุมนุมจนกว่ารัฐบาลจะตอบสนองตามข้อเรียกร้อง อันเป็นการใช้เสรีภาพการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ และได้ยื่นแจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้กำกับการสถานีตำรวจนางเลิ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงก่อนเริ่มการชุมนุมตามที่พระราชบัญญัติชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 (พ.ร.บ.ชุมนุมฯ) กำหนดไว้โดยถูกต้องทุกประการ และวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง ในฐานะผู้รับแจ้งการชุมนุมสาธารณะก็ได้มีหนังสือสรุปสาระสำคัญการชุมนุม ฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 ตอบกลับถึงกลุ่มผู้ชุมนุมรับทราบการแจ้งจัดการชุมนุมสาธารณะดังกล่าว โดยไม่ได้มีข้อกำหนดเงื่อนไข หรือข้อห้ามคำสั่งใดๆ กิจกรรมการชุมนุมเริ่มดำเนินไปอย่างสงบและเรียบร้อย ทั้งนี้ การชุมนุมครั้งนี้เป็นการปฏิบัติการต่อเนื่องมาจากการชุมนุมบริเวณทางเดินเท้าหน้าสำนักงานพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2561[10]

      การประกาศอดอาหารเพื่อคัดค้านการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา และ โรงไฟฟ้ากระบี่ จ.กระบี่ บริเวณหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถ.ราชดำเนิน ของชาวบ้านในนามเครือข่ายปกป้องสองฝั่งทะเลกระบี่-เทพา ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินระยะเวลารวม 9 วัน คิดเป็น 176 ชั่วโมง ได้ยุติลงโดยเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 61 บริเวณหน้าศูนย์ประชุมองค์การสหประชาชาติ กรุงเทพ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และปลัดกระทรวง รวมถึงรอง การไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) ได้ร่วมพูดคุยกับตัวแทนเครือข่ายคนกระบี่-เทพาไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน  เพื่อร่วมกันหาข้อยุติ จึงได้มีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน

 

  ภาพข่าวจากมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร     

 

         สำหรับบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเครือข่ายปกป้องสองฝั่งทะเล กระบี่-เทพา ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน มีสาระสำคัญ คือ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ฉบับใหม่ ออกภายใน 3 วัน นับตั้งแต่วันลงนาม และให้ กฟผ. ส่งหนังสือแจ้งการถอนรายงานไปยังเครือข่ายทราบ พร้อมกันนี้ให้กระทรวงพลังงานจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) เพื่อศึกษาว่าพื้นที่จังหวัดกระบี่ และอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา มีความเหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่ ต้องจัดทำโดยนักวิชาการที่มีความเป็นกลางที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกันหากผลการศึกษาที่คาดว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองพื้นที่ไม่เหมาะสม กฟผ. จะต้องยุติการดำเนินการ นับตั้งแต่วันลงนาม โดยการจัดทำรายงานจะต้องเสร็จสิ้นภายใน 9 เดือน นับแต่วันลงนาม ทั้งนี้หากผลการศึกษา SEA กระทบเชิงยุทธศาสตร์ บ่งชี้ว่าพื้นที่มีความเหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในขั้นตอนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จะต้องกระทำโดยคนกลางที่ยอมรับร่วมกัน นอกจากนี้ขอให้คดีความระหว่างกฟผ. และเครือข่ายเลิกแล้วต่อกัน

ภาพจากสำนักข่าว-อิศรา

     

        ภายหลังการยุติการชุมนุม ผู้ชุมนุมได้เก็บข้าวของ เดินทางกลับทันทีหลังจากปักหลักชุมนุมต่อเนื่องมากว่า 1 สัปดาห์[11]ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเองในส่วนที่พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ยื่นคำร้องขอศาลพิจารณา ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ เพื่อสั่งให้ผู้ชุมนุมคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ – เทพา ยกเลิกการชุมชน  ศาลมีคำสั่งว่า เมื่อพิจารณาแล้วการชุมนุมสาธารณะบริเวณ ถ.ราชดำเนิน ใกล้สำนักงานสหประชาชาติ มิได้เป็นการขัดขวางเจ้าหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะ แม้ประชาชนอาจจะได้รับความไม่สะดวกบ้าง แต่ไม่ได้เดือดร้อนเกินที่พึงคาดหมายได้ว่าเป็นไปตามเหตุอันควร อีกทั้งผู้จัดการชุมนุมดูแลการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการชุมนุมสาธารณะที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงให้ยกคำร้อง

       จากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นได้สะท้อนให้เห็นว่าการที่กลุ่มประชาชนผู้คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-เทพาตัดสินใจอดข้าวประท้วงคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนี่คือการอารยะขัดขืนขั้นสูงสุดที่มนุษย์พึงกระทำได้ เพื่อประกาศเอาทั้งกายและใจเข้าแลก เพื่อปกป้องบ้านเกิด ปกป้องแผ่นดิน ให้พ้นจากภัยจากนโยบายการดันทุรังก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาโดยที่ไม่ฟังเสียงประชาชน ทั้งที่กระบี่และเทพา มีการศึกษาข้อมูลจนมีความชัดเจนแล้วว่า ทั้งกระบี่และเทพาอุดมสมบูรณ์เกินกว่าที่จะมาแลกด้วยโรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี่เมืองท่องเที่ยวโลก ผู้คนทั่วโลกมากระบี่เพราะทะเลสวยฟ้าใสอากาศดี สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 500,000 ล้านบาท สร้างงานสร้างเงินแก่คนนับแสน ยั่งยืนยาวนาน แต่รัฐกลับจะมาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อารยะขัดขืนด้วยการอดข้าวประท้วงในครั้งนี้ เป็นการประกาศอิสรภาพจากความกลัวของภาคประชาชน เพื่อหยุดโรงไฟฟ้าถ่านหิน และหยุดการละเมิดสิทธิชุมชนอันอุดมสมบูรณ์ของคนกระบี่และเทพา และเป็นการเคลื่อนไหวที่รอการสนับสนุนจากคนไทยทั้งประเทศที่จะร่วมกดดันรัฐบาลและ คสช.[12]

 

        บทสรุป  เหตุการณ์กรณีการคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-เทพาข้างต้นจะเห็นได้ว่า การปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยประชาชนจะต้องมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และมีสิทธิในส่วนร่วมทางการเมือง โดยประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกับรัฐด้วย เพราะในฐานะที่รัฐเป็นผู้มีอำนาจในการดำเนินการแทนประชาชน จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นผู้ละเมิดสิทธิดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดในเรื่องสิทธิของประชาชนต่อรัฐในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมด้วย อีกทั้งสิทธิมนุษยชนนั้นแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้และยอมรับ แต่การจะก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้นั้นจะต้องอาศัยกฎหมายของรัฐเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมถึงสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและกฎหมายเช่นนั้น จะต้องเป็นกฎหมายที่มีมาตรการบังคับใช้ได้จริงด้วย

 

 

 

อ้างอิง

[1] P.M. Gormley, “The Right of Individuals to be Guaranteed a Pure, Clean and Decent Environment : Future Programs of the Council of Europe”,Legal Issues of European Integration (1975),p.23-38 ,อ้างใน เวทีสิ่งแวดล้อม เอกสารวิชาการ หมายเลข 25 โครงการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำร่างแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “พัฒนาการของหลักกฎหมายสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน”,ผศ.ดร.กอบกุล รายะนาคร,สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีนาคม 2549

[2] 1.รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับรองสิทธิของทุกคนในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับตนเองและครอบครัว ซึ่งรวมถึงอาหารเครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัยที่เพียงพอและสภาพการครองชีพที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐภาคีจะดำ เนินขั้นตอนที่เหมาะสมเพื่อประกัรการทำให้สิทธินี้เป็นจริง โดยรับรองความสำคัญ อย่างแท้จริงของความร่วมมือระหว่างประเทศบนพื้นฐานของความยินยอมโดยเสรี

  1. 2. รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับรองสิทธิขั้น พื้นฐานของทุกคนที่จะปลอดจากความหิวโหย โดยจะต้องดำเนินมาตรการโดยเอกเทศและโดยความร่วมมือระหว่างประเทศรวมทั้งโครงการเฉพาะซึ่งจำเป็น

(ก) ในการปรับปรุงวิธีการผลิต เก็บรักษาและการแบ่งสรรอาหารโดยใช้ความรู้อย่างเต็มที่ทางเทคนิคและทางวิทยาศาสตร์ โดยการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับหลักโภชนาการ และโดยการพัฒนาหรือการปฏิรูประบบเกษตรกรรมในทางที่จะทำให้สามารถบรรลุผลการพัฒนา และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

(ข) ในการประกันการแบ่งสรรอย่างเท่าเทียมของอุปทานอาหารโลกตามสัดส่วนความต้องการ โดยคำนึงถึงทั้งปัญหาของประเทศที่นำเข้าอาหารและประเทศส่งออกอาหาร

 

[3] Additional Protocol to the American Convention on Human Rights in the Area of Economic,Social and Cultural Rights ค.ศ. 1988,อ้างใน เวทีสิ่งแวดล้อม เอกสารวิชาการ หมายเลข 25 โครงการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำร่างแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “พัฒนาการของหลักกฎหมายสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน”,ผศ.ดร.กอบกุล รายะนาคร,สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีนาคม 2549

[4] P.W. Birnie and A.E. Boyle,international Law and the Environment, Clarendon Press, Oxford,1992,p.194, อ้างใน เวทีสิ่งแวดล้อม เอกสารวิชาการ หมายเลข 25 โครงการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำร่างแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “พัฒนาการของหลักกฎหมายสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน”,ผศ.ดร.กอบกุล รายะนาคร,สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีนาคม 2549

[5] สิทธิการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี (ที่หายไปจากร่างรัฐธรรมนูญ),สืบค้นจากเว็บไซต์ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม https://enlawfoundation.org/newweb/?p=2894#more-2894,สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561

[6] ถอดรหัส : มติชะลอโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-เทพา,สันติ โชคชัยชำนาญกิจ,สืบค้นจากเว็บไซต์มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม, https://enlawfoundation.org/newweb/?p=4047,สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561

[7] สู้ไม่ถอย! เครือข่ายไม่เอาถ่านหิน ยันปักหลักจนกว่ารัฐจะยกเลิกโครงการ,สืบค้นจากเว็บไซต์ สำนักข่าวอิศรา, https://www.isranews.org/isranews/63489-coal_63489.html,สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561

[8] เครือข่ายปกป้องอันดามันชุมนุมหน้าสหประชาชาติเรียกร้องยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-เทพา,สืบค้นจากเว็บไซต์ จส.100, http://www.js100.com/en/site/news/view/51673,สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561

[9] กลุ่มคัดค้านสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-เทพา อดอาหารประท้วง,สืบค้นจากเว็บไซต์ m thai news, https://news.mthai.com/general-news/617737.html ,สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561

[10] ยกคำร้องเลิกการชุมนุมคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-เทพา ศาลชี้ชุมนุมชอบด้วยกฎหมาย,สืบค้นจากเว็บไซต์มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ,https://enlawfoundation.org/newweb/?p=4064,สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561

[11] “ม็อบโรงไฟฟ้าถ่านหิน” ยุติการชุมนุมแล้ว! สั่ง กฟผ. ศึกษาใหม่ใน 9 เดือน,สืบค้นจากเว็บไซต์ spring news, http://www.springnews.co.th/view/201498,สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561

[12] ชาวบ้านกระบี่-เทพา 63 คน อดข้าวประท้วง จี้รัฐเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน,สืบค้นจากเว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา, https://www.isranews.org/thaireform/thaireform-news/63502-thepa63502.html,สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561

Print Friendly, PDF & Email

 

 

 

 

Slider by webdesign