ศาลสูงอเมริกามีคำตัดสินเพิ่มอำนาจ EPA จัดการกับปัญหามลพิษทางอากาศ

 คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐอเมริกาในเรื่องของการปล่อยมลพิษถือเป็น ‘ชัยชนะของรัฐบาลโอบาม่า’*

คำตัดสินของศาลสูงในเรื่องอำนาจขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมนี้ หมายความว่า โรงไฟฟ้าประมาณ 1,000 โรงจะต้องยอมรับการควบคุมการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศแบบใหม่

ศาลสูงสหรัฐอเมริกาได้มีคำพิพากษารับรองความพยายามขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (EPA) ที่จะจัดการกับปัญหามลพิษทางอากาศที่ได้พัดผ่านข้ามเขตมลรัฐอย่างเป็นทางการในวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นชัยชนะที่สำคัญอันหนึ่งสำหรับรัฐบาลโอบามา และรัฐที่อยู่ด้านใต้ลม

 

Supreme Court Downwind Pollution

 

คำพิพากษาโดยเสียงข้างมาก6 ต่อ2ได้ปลดล็อคกฎระเบียบในปี2011 ที่กำหนดให้ 28 รัฐฝั่งตะวันออกต้องลดการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศที่เกิดจากโรงไฟฟ้า ซึ่งควันพิษ และเศษเขม่าเหล่านั้น ถูกลมพัดพาและแพร่กระจายไปสู่เขตมลรัฐอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศของรัฐที่อยู่ใต้กระแสลม

 

ผู้พิพากษารูธแบดเจอร์กินส์เบิร์กซึ่งเป็นผู้เขียนคำวินิจฉัยเสียงข้างมากขององค์คณะผู้พิพากษา กล่าวว่า รูปแบบวิธีการรับมือกับมลพิษในชั้นบรรยากาศซึ่งส่งผลกระทบข้ามเขตรัฐ ของ EPA นั้น “ยอมรับได้ ใช้งานได้ และชอบธรรมแล้ว”

 

ผู้พิพากษาแซมมิลอาลิโตขอถอนตัวจากกระบวณการพิจารณา แต่ผู้พิพากษา แอนโทนิน สกาเลีย และแคลร์เรนซ์ ทอมัสคัดค้าน

 

คำตัดสินดังกล่าวเป็นชัยชนะที่สำคัญของ EPA ซึ่งได้ต่อสู้มาเป็นเวลาหลายปีเพื่อที่จะควบคุมการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ และได้ก้าวไปไกลกว่า ปล่องควันไฟ และท่อไอเสียแล้ว นอกจากนี้ ยังเป็นชัยชนะสำหรับรัฐ เช่น รัฐคอนเนตทิคัตที่มลพิษทางอากาศถึง93%มีแหล่งกำเนินมาจากรัฐอื่น

 

บริษัทเจ้าของโรงไฟฟ้าหลักๆ เช่น บริษัทเซาเทริ์นและ บริษัทอเมริกัน อีเลคทริค พาวเวอร์ จำกัดและรัฐ เช่น เทกซัสมิชิแกนและ โอไฮโอยื่นฟ้องให้ศาลสั่งหยุดการบังคับใช้กฎระเบียบศาลอุทธรณ์กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.มีคำสั่งให้กฎดังกล่าวหยุดบังคับใช้ชั่วคราวในปี 2012

 

การกลับคำพิพากษาในตอนนี้ หมายความว่า โรงไฟฟ้าประมาณ 1,000 โรง ที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในครึ่งหนึ่งของฟากตะวันออกของสหรัฐ ต้องนำเกณฑ์ควบคุมมลพิษใหม่มาใช้ เพื่อที่จะจำกัดการปล่อยก๊าซ ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SOx)

 

มลพิษทางอากาศยังคงเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆในสหรัฐอเมริกา ทั้งๆที่มีการปกป้องสิ่งแวดล้อมมาเป็นสิบๆปีแล้ว– ผู้พิพากษา กินส์เบิร์กรับรู้ถึงความสลับซับซ้อนในการสร้างระบบควบคุมที่ถูกต้องเหมาะสม 

 

“มลพิษไม่ได้ผุดออกมาจากปล่องควันของมลรัฐที่อยู่เหนือลม และปลิวไปตามลม มลพิษบางส่วนก็คงอยู่ในเขตของรัฐที่อยู่เหนือลม โดยลมก็จะพัดพาส่วนที่เหลือไปยังรัฐที่อยู่ใต้ลม และบางส่วนจากกลุ่มนั้นก็จะถูกพลัดพาไปยังรัฐอื่นโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อคุณภาพอากาศ” ผู้พิพากษา Ginsburg เขียน ต่อด้วยการยกคำพูดจากคำภีร์ไบเบิล  “การสร้างสรรค์ทางออกเพื่อที่จะแก้ปัญหา มลพิษทางอากาศระหว่างรัฐนั้น ผู้ที่มีอำนาจควบคุมดูแลจะต้องคำนึงถึงความไม่แน่นอนของลม”

 

นอกจากนี้ ผู้ที่มีอำนาจควบคุมดูแลยังต้องคำนึงถึงปริมาณของมลพิษที่ถูกปล่อยออกมา และเปลี่ยนแปลงเป็นมลพิษชนิดอื่นๆระหว่างที่ถูกพัดพาตามกระแสลม ผู้พิพากษากินส์เบิร์ก เขียน

 

ภายใต้กฎระเบียบของ EPA รัฐที่อยู่เหนือลมแต่ละรัฐได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อกำหนดปริมาณที่รัฐนั้นจะสามารถปล่อยมลพิษได้ต่อปี  ส่วนรัฐที่มีความเห็นแย้งต่อหลักการนี้ก็โต้ว่า  พวกเขาควรที่จะมีอำนาจกำหนดแผนของตัวเองในการจำกัดปริมาณการปล่อยมลพิษเพื่อแก้ปัญหานี้

 

อย่างไรก็ดี ศาลสูงไม่เห็นด้วยโดยโต้แย้งว่า การทำเช่นนั้นจะนำไปสู่การควบคุมและกำกับที่มีต้นทุนสูงมากเกินไป

 

“เราเห็นว่าการจัดสรรปริมาณการลดการปล่อยมลพิษออกสู่อากาศสำหรับรัฐที่อยู่เหนือกระแสลม โดยคำนึงถึงต้นทุนและประสิทธิผล ของ EPA นั้น ยอมรับได้ ใช้งานได้ และถือเป็นการตีความที่เป็นธรรมตาม บทบัญญัติเรื่องการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี (Good Neighbor Provision) อย่างชอมธรรมแล้ว”ศาลกล่าว

 

ในคำคัดค้านของผู้พิพากษาสกาเลีย เขียนว่ากฎระเบียบของ EPA เป็น “การแก้ไขพรบ.อากาศสะอาด(Clean Air Act) ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยคำตัดสินในวันนี้ เป็นการทำให้อำนาจปกครองขยายมากขึ้นจนควบคุมไม่ได้ ด้วยค่าใช้จ่ายของรัฐบาลที่มาจากประชาชน”เขากล่าวในคำแถลงการณ์จากบัลลังก์

 

ศาลกล่าวว่า ที่ผ่านมากว่า 20 ปี EPA ได้มีความพยายามถึงสามครั้ง เพื่อที่จะจำกัดมลพิษทางอากาศ ซึ่งถูกลมพัดพามาข้ามรัฐต้นกำเนินมลพิษ และรัฐสภาก็ได้ให้ความเห็นในประเด็นนี้หลายครั้งแล้ว

 

EPA โต้ว่า ในช่วงที่กฎระเบียบดังกล่าวได้ถูกประกาศครั้งแรกในปี 2011 มลพิษจากหมอกควัน และสิ่งปฏิกูลทั้งหลายที่เกิดจากโรงไฟฟ้า เป็นสาเหตุของการตายก่อนเวลาอันควรถึง34,000 รายทุกๆปีและยังกระตุ้นให้อาการโรคหืดกำเริมถึง400,000ราย

 

กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างร่วมกันแสดงความยินดีต่อคำตัดสิน

 

จีน่า แมคคาที่ ผู้บริหารของ EPA พูดถึงคำตัดสินดังกล่าวว่าเป็น “ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่สำหรับสุขภาพของสาธารณชน” 

 

สมาคมปอดสหรัฐอเมริกา ​(The American Lung Association)ซึ่งได้ร่วมในการฟ้องคดี กล่าวไว้ในวันอังคาร ตามคำแถลงการณ์ ว่า คำตัดสินศาลเป็น “มาตรฐานที่ช่วยชีวิตคน” “ บรรดาประชาชนทั้ง 28 รัฐจำเป็นต้องให้ EPA บังคับใช้กฎหมายและปกป้องพวกเขาจากมลพิษ”

 

ในทางกลับกัน กลุ่มผู้คัดค้านกลับมองว่า คำตัดสินนี้ไปไกลกว่าเจตนารมณ์ของพรบ.อากาศสะอาด- ที่ว่า EPA และรัฐต่างๆต้องร่วมกันลดมลพิษ

 

“เสียงส่วนใหญ่ของศาลสูง ปฏิเสธที่จะยอมให้รัฐต่างๆ มีความเห็นในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการตัดสินใจว่าการปล่อยมลพิษของตนมีผลกระทบต่อรัฐเพื่อนบ้านอย่างไร” ริชาร์ด ฟอร์ค ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานและกฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยจอร์จเมซั่น และหุ้นส่วนสำนักงานกฎหมายธุรกิจ คนหนึ่ง กล่าว

 

 

*แปลจาก : “US supreme court’s pollution ruling ‘a victory for Obama administration’” The Guardian.  Suzanne Goldenberg. n.d. 29 April 2014. //www.theguardian.com/environment/2014/apr/29/us-supreme-court-air-pollution-ruling-obama  โดย ธันย์ชนก เชาวนทรงธรรม อาสาสมัครมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม 

Print Friendly, PDF & Email

 

 

 

 

Slider by webdesign