คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวศาลปกครองคดีเดินมิตรภาพ : ผลิตผลของวัฒนธรรมทางกฎหมายที่มาจากเบื้องล่าง

สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์

                                         คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่

           

 

           การเดินมิตรภาพเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเนื่องจากเป็นกรณีที่ภาคประชาชนสามารถช่วงชิงการใช้การตีความกฎหมายจากการพยายามผูกขาดของหน่วยงานรัฐและสามารถใช้กฎหมายไปกำกับควบคุมการใช้อำนาจของรัฐได้สำเร็จในระดับหนึ่ง  ทั้งที่อยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นความสำคัญของภาคประชาชนในการต่อสู้เพื่อสร้างวัฒนธรรมทางกฎหมายที่เคารพสิทธิเสรีภาพประชาชนและปฏิเสธวัฒนธรรมทางกฎหมายแบบอำนาจนิยมด้วยปฏิบัติการทั้งในและนอกสถาบันทางกฎหมายที่เป็นทางการ

            การต่อสู้ครั้งแรกของภาคประชาชนกับรัฐบาลเกิดขึ้นในวันที่ 20 มกราคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) เมื่อรัฐบาลพยายามปิดกั้นและไม่อนุญาตให้ทีมเดินมิตรภาพที่ชุมนุมกันอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) จัดกิจกรรมเดินจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดขอนแก่น  โดยอ้าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เป็นฐานในการใช้อำนาจดังกล่าว การปะทะกันครั้งแรกเกิดขึ้นนอกสถาบันทางกฎหมายที่เป็นทางการ เป็นการต่อสู้กันบนท้องถนน

            ภาคประชาชนพยายามโต้แย้งการตีความและบังคับใช้กฎหมายของรัฐด้วยการยืนยันว่าสิทธิในการชุมนุมและการเดินของพวกเขาเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญและพวกเขาได้ปฏิบัติตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 บัญญัติไว้แล้วทุกประการ  พวกเขาจึงมีสิทธิที่จะชุมนุมและเดิน  ทีมเดินมิตรภาพยืนยันความคิดความเชื่อของพวกเขา ด้วยการแบ่งกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนออกไปเดินตามที่วางแผนไว้ทั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยินยอม 

            การต่อสู้ยกแรกระหว่างวัฒนธรรมทางกฎหมายแบบอำนาจนิยมกับวัฒนธรรมทางกฎหมายแบบเสรีประชาธิปไตยบนท้องถนน  อาจถือได้ว่าภาคประชาชนเป็นฝ่ายมีชัยเหนือรัฐบาล เพราะนอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่สามารถยุติการชุมนุม ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ตามที่ต้องการแล้ว  ประชาชนยังสามารถยืนยันสิทธิด้วยการเดินตามที่วางแผนไว้ได้ (แม้จะต้องปรับแผนจากที่จะเดินหลายสิบคนมาเป็นเดินครั้งละ 4 คน) โดยที่ตำรวจไม่สามารถยุติกิจกรรมเดินมิตรภาพได้  ในแง่นี้อาจกล่าวได้ว่าการยืนยันสิทธิของประชาชนมีชัยเหนือการใช้อำนาจควบคุมโดยรัฐ

            อย่างไรก็ตามรัฐบาลตอบโต้ปฏิบัติการของภาคประชาชนด้วยการแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มเดินมิตรภาพจำนวน 8 คน  นี่เป็นอีกครั้งที่รัฐพยายามสร้างวัฒนธรรมทางกฎหมายแบบอำนาจนิยมด้วยการใช้กลไกทางกฎหมายไปจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยครั้งนี้เป็นการใช้สถาบันทางกฎหมายที่เป็นทางการคือการใช้คดีอาญาเป็นเครื่องมือ  น่าเชื่อได้ว่าการดำเนินคดีอาญาของรัฐบาลในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดกั้นการแสดงออกของภาคประชาชนยิ่งกว่าต้องการให้แกนนำทั้ง 8 ต้องรับโทษตามกฎหมาย  การฟ้องคดีลักษณะนี้มีชื่อเฉพาะในทางวิชาการว่า “การฟ้องคดียุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมและการแสดงออกของประชาชน” (Strategic Litigation Against Public Participation/SLAPP)  เป้าหมายของการฟ้องคดีประเภทนี้ไม่ได้อยู่ที่การแพ้ชนะในชั้นศาลเท่ากับมุ่งขัดขวางการมีส่วนร่วมและการแสดงออกของภาคประชาชนในเรื่องสาธารณะ เป็นการใช้กฎหมายเพื่อขัดขวางกิจกรรมเดินมิตรภาพและเป็นการขู่ทางอ้อมว่าพวกที่เหลือก็อาจถูกดำเนินคดีเช่นนี้ได้

           ในส่วนภาคประชาชนนั้นแทนที่จะสยบยอมต่อการคุกคามด้วยกฎหมายของภาครัฐ  ด้วยการยุติกิจกรรมเดินมิตรภาพ  ทีมเดินมิตรภาพกลับทำในสิ่งตรงกันข้าม  พวกเขายังคงยืนยันสิทธิด้วยการเดินต่อไปตามที่วางแผนไว้ ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังพยายามใช้สถาบันทางกฎหมายที่เป็นทางการควบคุมรัฐที่ลุแก่อำนาจ  ด้วยการฟ้องหน่วยงานของตำรวจต่อศาลปกครองในข้อหาละเมิดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธของพวกเขาเพื่อขอให้ยุติการกระทำที่เป็นการขัดขวางการใช้เสรีภาพของพวกเขาและเรียกค่าเสียหายจากการที่รัฐละเมิดเสรีภาพในการชุมนุมของพวกเขา

            ด้วยการฟ้องคดีปกครองภาคประชาชนได้กลับหัวกลับหางวัฒนธรรมทางกฎหมายแบบอำนาจนิยมอีกครั้ง  ด้วยการเปลี่ยนมิติความสัมพันธ์ของภาคประชาชนจากการเป็นผู้ถูกกฎหมายกระทำแต่ฝ่ายเดียว  มาเป็นผู้ใช้กฎหมายจัดการกับรัฐที่ลุแก่อำนาจ  ทันทีที่ถูกฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐที่เชื่อว่าพวกเขาเป็นผู้ผูกขาดการใช้การตีความกฎหมายก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยุ่งยาก  พวกเขาต้องพบกับความจริงที่ว่ากฎหมายไม่ได้เป็นอาวุธของพวกเขาแต่เพียงฝ่ายเดียว  ภาคประชาชนก็สามารถใช้กฎหมายมาต่อสู้ต่อรองและจัดการกับพวกเขาได้เช่นกัน  เพียงชั่วข้ามคืนพวกเขาพบว่าสถานะความสัมพันธ์ของหน่วยงานตำรวจกับประชาชนได้เปลี่ยนไปอย่างมาก  จากเดิมที่เป็นคนใช้กฎหมายกำกับและควบคุมประชาชนแต่เพียงฝ่ายเดียว   กลับต้องกลายเป็นผู้ถูกฟ้องคดีในศาล หรือในอีกแง่หนึ่งพวกเขาถูกประชาชนใช้กฎหมายมาควบคุมตรวจสอบย้อนกลับ

 

             ในการไต่สวนตำร้องขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในวันที่ 26 มกราคม 2561  เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงที่ถูกฟ้องคดีและที่ศาลเรียกเข้ามาเป็นผู้ฟ้องคดีเพิ่มเติม  จำต้องมาแก้ต่างข้อกล่าวหาของพวกเขาในศาลปกครอง  อำนาจที่ดูแข็งกร้าวและยิ่งใหญ่ของตำรวจที่ขัดขวางการเดินที่ธรรมศาสตร์  คุกคามทีมเดินมิตรภาพ ที่ จ.อยุธยา และขัดขวางการเข้าพักที่วัดต่าง ๆ ซึ่งทีมเดินได้ประสานงานไว้  กลับดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อต้องมาเป็นผู้ถูกกฎหมายบังคับใช้ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดี 

            หลังการไต่สวนอย่างยาวนานจากบ่ายถึงค่ำของวันที่ 26 มกราคม 2561 ในที่สุดศาลปกครองก็ได้กำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ด้วยการสั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 และภาค 4 ห้ามการกระทำใด ๆ ที่เป็นการปิดกั้นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของผู้ฟ้องคดีและผู้ร่วมชุมนุม และให้ดูแลอำนวยความสะดวกให้กับการชุมนุมจนถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 อันเป็นวันสุดท้ายของกิจกรรมเดินมิตรภาพอย่างเคร่งครัด ด้วยคำสั่งฉบับนี้มิติความสัมพันธ์ทางอำนาจของภาคประชาชนกับรัฐก็ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ  ตำรวจที่เคยผูกขาดและใช้อำนาจตามอำเภอใจได้กลายเป็นวัตถุที่ถูกกฎหมายควบคุมอย่างเคร่งครัดเสียเอง  ในแง่นี้จึงกล่าวได้ว่าในการต่อสู้กันในสถาบันทางกฎหมายที่เป็นทางการครั้งนี้  ภาคประชาชนก็ประสบความสำเร็จอีกครั้งในการใช้กฎหมายควบคุมรัฐ  ขณะที่คดีอาญาที่รัฐพยายามใช้ควบคุมประชาชนหาได้ส่งผลใด ๆ ต่อการเคลื่อนไหวของทีมเดินมิตรภาพ

            คำสั่งศาลปกครองคดีเดินมิตรภาพในแง่หนึ่ง คือ ผลิตผลของการต่อสู้ทางวัฒนธรรมทางกฎหมาย  เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่ากฎหมายไม่ได้เป็นแต่เพียงเครื่องมือของรัฐในการกดขี่ประชาชน แต่ในบางบริบท บางสถานการณ์ ประชาชนสามารถพลิกกลับและใช้กฎหมายควบคุมรัฐได้เช่นกัน และด้วยการใช้กฎหมายควบคุมรัฐในคดีเดินมิตรภาพ  ประชาชนได้แสดงให้เห็นว่าแม้อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากภายใต้รัฐเผด็จการ  การพยายามต่อสู้เพื่อสร้างวัฒนธรรมทางกฎหมายแบบเสรีประชาธิปไตยยังเป็นไปได้ จริงอยู่โอกาสที่ภาคประชาชนจะแพ้ในทางคดีอาจมีมากกว่าโอกาสที่จะชนะ  แต่การต่อสู้และยืนยันสิทธิโดยตัวมันเองก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างวัฒนธรรมทางกฎหมายแบบเสรีประชาธิปไตย  ในสถานการณ์เช่นนี้การที่ภาคประชาชนสามารถใช้กฎหมายควบคุมรัฐได้แม้เพียงบางส่วน  จึงเป็นชัยชนะร่วมกันของทั้งสังคมไม่ใช่เป็นเพียงชัยชนะของทีมเดินมิตรภาพเท่านั้น  เพราะนี่คือส่วนหนึ่งของการสร้างรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมของประชาชน เป็นวัฒนธรรมทางกฎหมายแบบเสรีประชาธิปไตย  เป็นวัฒนธรรมที่ยืนอยู่บนฐานคิดที่ว่าประเทศนี้เป็นของราษฎรทุกคน ผู้ปกครองของประชาชน คือ กฎหมายที่มีเหตุมีผล  ไม่ใช่รัฐบาล รัฐราชการ หรือสถาบันอื่นใ

 

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

สรุปคำสั่งวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับ การจัดชุมนุมสาธารณะในกิจกรรม “We Walk เดินมิตรภำพ”

คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 154/2561 ศาลปกครองกลาง ลงวันที่ 26 มกราคม 2561 ฉบับเต็ม

 

Print Friendly, PDF & Email

Related Posts

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:


แถลงข่าวกรณีตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบน้ำมัน ปตท. รั่ว
ไปงาน "อะโบ๊ยหมะ! เลจะนะหรอยจ้าน #2" กันหม้าย
งานศึกษาเปรียบเทียบ การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการจัดทำรายงานEIA ของโครงการลงทุนไทยในประเทศเพื่อ...
บันทึกงานเสวนาวิชาการ กฎหมายสิ่งแวดล้อม “คุ้มครองหรือลดทอน” มาตรการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล...

 

 

 

 

Slider by webdesign