พงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ : ทำอย่างไรให้ทุกหน่วยงานคิดว่าการวิเคราะห์ ซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่ใช่เรื่องขอไปที แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 60   ณ ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการจัดงาน  การวิเคราะห์ผลกระทบในการออกกฎหมาย(Regulatory Impact Assessment –RIA)กับกรณีการออกกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77 ซึ่งเป็นการพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรื่องหลักการการวิเคราะห์ผลกระทบในการออกกฎหมายกับแนวปฏิบัติการออกกฎหมายตามมาตรา77 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

 

คุณพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์  กรรมการร่างกฎหมายประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

     

     ในส่วนของกฤษฎีกาน่าจะเป็นหน่วยงานที่เป็นหนึ่งในขั้นตอนของกระบวนการตรากฎหมาย  การตรากฎหมายไม่ใช่การบังคับใช้กฎหมาย การตราคือในกระบวนการที่เราจัดทำตัวกฎหมายขึ้นมาเพื่อบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักร มาตรา 77  ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ร้อนแรงของ รัฐธรรมนูญ เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการบัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ แต่ถามว่าเป็นเรื่องใหม่ไหม ในกระบวนการจัดทำร่างกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เป็นสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันมาตลอด เพียงแต่ไม่ได้เป็นรูปธรรม เขียนออกมาให้เห็นอยู่ในรูปแบบเขียนมาให้เห็นในมาตราหนึ่งของ รัฐธรรมนูญ ใน รัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ย้อนไปดูจึงไม่มีเรื่องนี้ รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาหลายฉบับไม่ได้มีมาตราแบบนี้ เพราะมีขึ้นมาเป็นครั้งแรก

 

      ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ค่อนข้างจะ “ตระหนก” แต่จริงๆแล้วเราทำตลอดเวลาที่มีการยกร่างกฎหมาย การดูให้รอบคอบของตัวบทกฎหมาย ทำมาโดยตลอด นับแต่มีกฎหมาย ตั้งแต่ 2475 เพียงแต่วิธีการมันแทรกอยู่ในแนวปฏิบัติ เมื่อเป็นอย่างนั้น คำว่ามาตรฐานอาจจะไม่มี กรรมการร่างกฎหมายคณะหนึ่งอาจจะเข้มงวดดูกฎหมายฉบับหนึ่ง ดูสิบครั้งร้อยครั้งจนกว่าจะพอใจแล้ว ตกผลึกแล้วปล่อยออกมา บางคณะอาจจะบอกว่าเพียงพอแล้ว ดูเพียงไม่กี่ครั้งก็ปล่อยกฎหมายออกไป มันขาดตรงคำว่ามาตรฐาน แต่มันมีแทรกอยู่ในแนวทางปฏิบัติ แล้ววิธีการวิเคราะห์ผลกระทบในการออกกฎหมาย ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา มันจะอยู่ในแนวทางหน่วยงาน   ถ้าย้อนกลับไปดูในเอกสารทางประวัติศาสตร์ก็จะเห็นว่ามีการเชิญหน่วยงานมาให้ข้อคิดเห็น มีการนำสิ่งเหล่านี้มาประมวล กลั่นกรองวิเคราะห์ และบอกว่าทำไปแล้ว บางเรื่องถึงกับตีเรื่องคืน ครม.ไปเลยก็มี พอวิเคราะห์กันเสร็จแล้วก็บอกว่าออกกฎหมายอย่างนี้ออกมาไม่ได้ ก็เกิดผลกระทบ มีความซ้ำซ้อน เกิดผลเสียต่อสังคม บางทีรับฟังแล้วก็ยินดีที่จะถอนร่างกฎหมายฉบับนั้นออกไป ซึ่งจริงๆในทางปฏิบัติไม่ใช่เรื่องใหม่ ทีนี้เป็นรูปธรรมขึ้นมาเรื่อยๆตามวิวัฒนาการของการพิจารณาจัดทำกฎหมาย  ปี 2531 ออกมาเป็นระเบียบสำนักนายกฯ พอออกเป็นระเบียบสำนักนายกฯมันก็บังคับได้เฉพาะในฝ่ายบริหาร มันก็ไม่สามารถจะไปบังคับกับคนอื่นนอกเหนือจากฝ่ายบริหารได้ คือไม่สามารถบังคับกับภาคประชาชนได้ ไม่สามารถบังคับกับสภา ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนๆได้ มันก็มีการพัฒนาอย่างนี้มาเรื่อยๆ ระเบียบสำนักนายกฯล่าสุดที่เรามักจะหยิบขึ้นมาพูดถึงคือ “ระเบียบสำนักนายกว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน”  บางคนบอกว่าระเบียบนี้พอไหม เอาตัวนี้เพียงตัวเดียวมาใช้ในการรับฟังและวิเคราะห์ผลกระทบ คำตอบคือ มันก็ยังไม่เพียงพอ ระเบียบสำนักนายกว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็น มันถูกตีกรอบอยู่แค่ “โครงการของรัฐ” ดังนั้นถ้าในการกระทำของรัฐ อะไรที่ไม่ได้เป็นโครงการของรัฐ มันก็ไม่ตกอยู่ภายใต้ระเบียบนั้นอีก ดังนั้นการรับฟังการมีส่วนร่วมของประชาชนมันกระจัดกระจาย จนกระทั่งกฎหมายนี้ เมื่อดำเนินมาถึงปัจจุบัน เรามีรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ก็ค้นพบว่าหลายเรื่องก่อให้เกิดปัญหากับประเทศ การที่เรายังไม่มีมาตรฐานตรงนี้ ก่อให้เกิดปัญหาของประเทศ ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ คือ การเข้าถึงการประกอบการของประเทศไทย หรือที่เราได้ยินว่า doing business คือว่ากฎหมายบ้านเราเยอะมาก  โดยเฉพาะ พ.ร.บ. ประมาณ 1,000 ฉบับ กฎหมายลำดับรอง พ.ร.ฎ. ,กฎกระทรวง, ประกาศ, คำสั่ง,ระเบียบข้อบังคับ เป็นหมื่นๆฉบับ ซึ่งเราจะทำการวิเคราะห์ SME รายย่อยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะตกอยู่ใต้กฎหมาย พ.ร.บ.ไม่ต่ำกว่า 7 ฉบับ กฎกระทรวงอีก 20 ฉบับ กฎหมายลำดับรองอีกเกือบร้อยฉบับ ดังนั้นกว่าจะเข้าถึงการย้ายฐานการผลิต  เช่น บางทีต่างชาติจะเข้ามาประกอบกิจการบ้านเรา เขาบอกว่าไม่ไหวแล้ว เจอตัวบทกฎหมายเยอะแยะซ้ำซ้อน รัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ไหวอย่างนี้  ทำอย่างไรดี ไปปรากฏอยู่ในแนวปฏิบัติบ้าง ระเบียบข้อบังคับบ้าง ไม่ไหวแล้ว เพราะฉะนั้นจึงเอามาบรรจุในตัวมาตรา 77 รัฐธรรมนูญ บอกว่าระเบียบสำนักนายกก็ไม่กว้างพอ แนวปฏิบัติก็อยู่แค่กฤษฎีกา ถ้าเป็น มาตรา 77 ทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของการดำเนินการในการที่จะมีกฎหมายฉบับนี้โดยพร้อมเพรียงกัน และก่อให้เกิดเป็นมาตรฐานเดียวกัน   เราจะเห็นได้ว่าหลายๆเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ อย่างเช่น คำว่าอนุญาต มันก็จะปรากฏให้เห็นในวรรคท้ายของมาตรา 77

     มาตรา 77 อธิบายความที่มาที่ไปสั้นๆ เพื่อที่โยงเข้ามาเรื่องของการวิเคราะห์ผลกระทบ คือมันมีอยู่ 3 วรรค ถ้าจะอธิบายแบบไม่ให้น่าเบื่อ คือดูจากวรรคท้ายขึ้นไป ม.77 วรรคท้าย บอกไว้ไม่กี่เรื่อง อ่านดูจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญพูดอยู่ 5 เรื่องสำคัญๆ ที่มองว่าเมื่อเราดำเนินการตรากฎหมายมาตั้งแต่ปี 2475 มาจนถึงปัจจุบัน อะไรบ้างที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมโดยรวมจำนวนมาก จึงนำ 5 เรื่องนั้นมาใส่ในวรรคสุดท้าย นี่คือกระบวนการในการควบคุมเนื้อหาของกฎหมาย ดังนั้นต่อไปนี้การออกกฎหมาย ไม่ว่าเป็นฉบับที่ 1,001 หรือระเบียบข้อบังคับ ประกาศ คำสั่งฉบับที่เท่าไหร่ก็ตาม ที่เราจะออกกันในอนาคตข้างหน้า ช่วยมองวรรค 3 ของมาตรา 77 ด้วยว่า เนื้อหาที่จะก่อให้เกิดผลกระทบโดยรวมต่อสังคม อะไรบ้างที่ต้องพึงระลึกไว้ อย่างแรกคือระบบอนุญาต ต่อไปนี้ไม่ใช่ทุกอย่างจะเขียนไว้ต้องมาขอใบอนุญาต เช่น อยากจะจับปลาต้องมาขออนุญาต พอสักทีในเรื่องของระบบอนุญาต ใช้ให้น้อยลงที่สุด เพราะเมื่อไหร่ที่เราใช้คำว่าอนุญาตมันคือดุลพินิจ คือสิ่งที่ทำต่อไปคือการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เมื่อบอกว่าต้องมาขออนุญาต เอกสารคุณครบแล้ว แต่เราไม่อนุญาต ก็ทำได้  เพราะฉะนั้นสิ่งที่บอกว่ามันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมต่อไปคือเรื่องของดุลพินิจ

     ในเรื่องถัดไปคือเรื่องของระยะเวลา ต่อไปนี้ส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่ 20 ชิ้น นั่งรอ 4 เดือน อย่าให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีก แล้วเจ้าหน้าที่มาบอกว่าไม่อนุญาตในเดือนที่ 5 มันเกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องมีการกำหนดระยะเวลาในตัวบทกฎหมาย รับใบอนุญาต รับคำขอแล้วกี่วันถึงจะอนุญาตให้เขียนลงไปให้ชัดเจน อันนี้คือสิ่งที่รัฐธรรมนูญบอกว่าอย่างน้อยคุณต้องระมัดระวังเรื่องนี้ เรื่องอนุญาต ดุลพินิจ ระยะเวลา

     เรื่องถัดมาคือเรื่องของโทษ สมัยก่อนเปิดร้านขายของชำ ถ้าไม่มาต่ออายุใบอนุญาต ติดคุก นี่คือกฎหมายสมัยก่อน เพราะเราได้รับการเรียนมาว่ากฎหมายต้องมีสภาพบังคับ ดังนั้นกฎหมายรุ่นเก่าๆใส่โทษอาญาหมด เพื่อที่คนจะได้เกรงกลัว เช่น ไม่ต่อใบอนุญาต ก็จะติดคุก เขาบอกว่าสภาพบังคับไม่ได้มีโทษทางอาญาอย่างเดียว มีอย่างอื่นด้วย ทำไมคุณไม่เลือกใช้วิธีพักใช้ใบอนุญาต ทำไมไม่ใช้วิธีเพิกถอนใบอนุญาต ทำไมไม่ใช่วิธีปรับค่าเสียหายทางแพ่งหรือโทษทางปกครองอื่นๆ มันมีกระบวนการอื่นที่สัมฤทธิ์ผลได้อีก

     จะเห็นได้ว่าวรรคท้ายของมาตรา 77 วรรคสาม เป็นการควบคุมเนื้อหาของการออกกฎหมายหนึ่งฉบับ และยังมีเรื่องอื่นๆอีกที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนในเรื่องทั่วๆไปซึ่งแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานออกกฎหมายเช่น กฤษฎีกา ต้องมองอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูป เราต้องดูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยว่าการจะออกกฎหมายสักหนึ่งฉบับมันไปขัดต่ออนุสัญญาที่เราเป็นภาคีด้วยรึเปล่า ต้องไปดูในเรื่องของหลักกฎหมายทั่วไปเช่นหลักนิติธรรม หลักธรรมาภิบาล เหล่านี้เป็นหลักทั่วไปซึ่งถือปฏิบัติมาตลอดในการออกกฎหมายหนึ่งฉบับ

 

     ถัดขึ้นมาวรรคสอง กระบวนการในการออกกฎหมาย วรรคสองแบ่งแยกออกเป็นสองช่วง ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับและ หลังจากมีกฎหมายแล้วต้องทำอย่างไรบ้าง นี่คือการกรอง เราเคยมีกฎหมายเป็นพันๆฉบับ ต่อไปนี้กฎหมายจะออกยากขึ้นจากวรรคสองของมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ    สมัยก่อนมีอยู่ 20 กระทรวง และเรามักจะได้ยินว่ากฎหมายคือเครื่องมือของการบริหารราชการแผ่นดินดังนั้นในทุกๆวันกระทรวงแต่ละกระทรวงจะมานั่งคิดว่าตัวเองขาดเครื่องมืออะไร แล้วก็เสนอร่างกฎหมาย บางกระทรวงมีเนื้องานที่คล้ายๆกันแต่อาจจะมีกฎหมายที่ใช้ด้วยกันได้แต่กลับไม่ได้ดู ดังนั้นมาตรา 77 วรรคสองจึงเป็นตัวกรอง ว่าต่อไปนี้กระทรวงทุกกระทรวงจะออกเครื่องมือต้องได้คำตอบสุดท้ายว่า”จำเป็น” จำเป็นยังไง ก็ในรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าก่อนการตรากฎหมายต้องมีการรับฟังความคิดเห็นต้องวิเคราะห์ผลกระทบ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ และต้องเปิดเผยผลที่เอามารับฟังให้ประชาชนทราบ

     หลังจากที่ออกกฎหมายได้แล้วในวรรคสองบอกว่าต้องมีการทบทวนว่ากฎหมายที่ออกไปต้องประเมินผลสัมฤทธิ์บางทีเราพบว่ากฎหมายบางฉบับออกไปสองเดือนมีการขอแก้ไข ยังไม่ทันจะได้ใช้สักเท่าไหร่พบว่ามันมีอุปสรรค ดังนั้นสำหรับหน่วยงานการตรากฎหมายต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น กฎหมายบางฉบับใช้มาตั้งแต่ปี 24กว่าๆยังไม่เคยถูกแก้เลยนั่นแปลว่ากฎหมายมันเขียนได้ดีใช้ได้กับทุกกาลสมัย เพราะฉะนั้นถ้าเรากรองกฎหมายได้อย่างดี และมีการทบทวนประเมินผลสัมฤทธิ์ เราจะได้คำตอบว่ากฎหมายฉบับนั้นมีประสิทธิภาพจริงมั้ยหรือมันมีข้อบกพร่องแล้วเราต้องมาทบทวน ปัจจุบันรัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาสำคัญมาฉบับหนึ่ง ซึ่งหน่วยงานยังไม่ตื่นตัว สำหรับการทบทวนประเมินผลสัมฤทธิ์นั่นคือ “พระราชกฤษฎีกาทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย” พระราชกฤษฎีกาตัวนี้มีความสำคัญมากจะต้องเอามาใช้อย่างจริงจัง เพราะจะมาจำกัดกฎหมายที่ไม่เหมาะสมเพื่อลดทอนการมีกฎหมายที่เฟ้อ คือมีแล้วไม่ได้ใช้

     เพื่ออะไรเราถึงต้องมาทำวรรคสอง วรรคสามนั่นก็เพื่อมาตอบวรรคหนึ่งของมาตรา 77 ตามรัฐธรรมนูญ คือมีกฎหมายเท่าที่จำเป็น นี่คือเป้าประสงค์หลักของ มาตรา 77 เพราะเราไม่สามารถบอกได้เลยว่ากฎหมายหนึ่งฉบับให้แต่คุณอย่างเดียวแต่ไม่ให้โทษกับใคร เพราะเมื่อเราออกกฎหมายหนึ่งฉบับเช่นกำหนดให้ทุกคนในที่นี้ต้องเดินชิดซ้ายทั้งหมด ไม่มากก็น้อยมันต้องมีคนที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นไม่ว่าเราจะออกกฎหมายฉบับใดก็ตามมันจะมีคนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายเสมอไม่มากก็น้อย ดังนั้นทุกอย่างมันจะกลับไปตอบโจทย์วรรคหนึ่งคือมีกฎหมายเท่าที่จำเป็น ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นปรากฎการณ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 77 คือการวิเคราะห์ผลกระทบซ้ำแล้วซ้ำอีก สิ่งที่เราจะต้องหยิบขึ้นมาทำให้ได้มาตรฐานคือ รับฟังความคิดเห็น วิเคราะห์ผลกระทบและเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็น ทำอย่างไรถึงจะได้มาตรฐานสากล ทำอย่างไรให้ทุกหน่วยงานคิดว่าการวิเคราะห์ ซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่ใช่เรื่องขอไปที แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอย่างจริงจัง และได้คำตอบสุดท้ายว่ากฎหมายนี้ไม่ต้องออกหรือให้มีผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด นี่คือเจตนารมณ์ตามมาตรา 77 และเป็นหนึ่งในนโยบายการปฎิรูปกฎหมายของประเทศ ถ้าดูรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 (ค) (1) บอกว่าให้รัฐย้อนกลับไปดูกฎหมายก่อนรัฐธรรมนูญ ช่วยหยิบมันขึ้นมาสังคยนาทั้งหมดว่า ให้มันเป็นไปตามแนวของมาตรา 77 ทั้งหมด นี่คือการปฎิรูปกฎหมายของประเทศ เราจะพบว่าเราสามารถลดทอนให้กฎหมายมันเหลือน้อยลงให้ได้มากที่สุด

     สำหรับวรรคสองที่เป็นหัวใจของการเสวนาครั้งนี้ การที่เราจะรับฟังความคิดเห็น การที่เราจะวิเคราะห์ผลกระทบ การที่เราจะเปิดเผยผลสู่สาธารณชน จะต้องทำอย่างไรให้ได้มาตรฐาน ณ ขณะนี้รัฐยังไม่สามารถสร้างมาตรฐานให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากลได้ในการที่จะจัดทำ RIA แม้จะมีการทำมาในระยะเวลานานพอสมควรแล้วก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจจะต้องเรียนว่า มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 4 เมษายน 2560 มันเป็นแค่ตัวที่แก้ปัญหาในช่วงเปลี่ยนผ่าน ว่าเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 แล้วมาตรา77จะเอาอะไรเป็นเกณฑ์มาตรฐานใน ณ ขณะช่วงเปลี่ยนผ่าน รัฐจึงจำเป็นต้องรีบออกมติคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้เป็นแนวทางด้วยการหยิบยกในสิ่งที่เป็นแนวปฏิบัติที่ทำมาโดยตลอด หยิบยกกฎระเบียบที่มีเอามารวบรวมแล้วบรรจุใส่เข้าไปในมติคณะรัฐมนตรี  4 เมษายน 2560 จะเห็นได้ว่ามติฯตัวนี้จึงค่อนข้างเข้มข้นและถูกพูดถึงมากในการทำ RIA เป็นสิ่งที่ออกมาช่วยเสริม มาตรา 77

     มติฯตัวนี้ประกอบด้วยสองส่วนคือ ส่วนแรกคือแนวทางการจัดทำและเสนอร่างกฎหมายตามมาตรา 77 ส่วนที่สองคือ check list 10ประการ คือการตรวจสอบความจำเป็นในการออกกฎหมาย มติฯตัวนี้ออกมาในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน สิ่งที่เอามา เอามาจากมติคณะรัฐมนตรีที่มันกระจัดกระจายก่อนหน้านี้ทั้งหมด เอามาใส่ไว้ใน มติคณะรัฐมนตรี  4 เมษายน 2560 เพื่อให้มันเหลืออยู่ที่เดียวและใช้ได้สะดวกมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ปี 59 มติคณะรัฐมนตรีนี้สำคัญมากสำหรับวงการงานร่างกฎหมาย คือการปฎิรูปการยกร่างกฎหมายของฝ่ายบริหาร บอกสิ่งที่ควรปรับปรุงปฎิรูปกระบวนการร่างกฎหมายตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำเลย กฤษฎีกาควรปรับปรุงเรื่องอะไร ไปถึงอัยการควรตีความกฎหมายอย่างไรซึ่งก็มาถูกบรรจุในมติฯวันที่ 4 เมษายน 2560    หลายหน่วยงานยังไม่มีแนวทางในการจัดทำตามมาตรา 77 มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 4 เมษยน 2560 จึงเป็นแนวทางในการทำตาม มาตรา 77  เช่นกำหนดว่า อย่างน้อยต้องลงเว็บไซต์ของหน่วยงานเป็นเวลาไม่น้อยกวjา 15 วัน ซึ่งคำว่า “อย่างน้อย” หมายความว่าคิดใหญ่ได้ ทำใหญ่ได้ไม่มีใครว่า ขอให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเจตนารมณ์ของมาตรา 77

     ในการทำ check list 10 ประการคือการตรวจสอบหรือการกลั่นกรอง แต่เดิม ก่อนหน้านี้ check list 10 ประการ ก็มีมาตั้งแต่ปี 2544 แต่ทำไปทำมาหน่วยงานไม่เคยทำแบบวิเคราะห์ เราตั้งต้นด้วยคำว่าวิเคราะห์ต้องมีการคิดกลั่นกรอง แต่เรากลับพบว่าสิ่งที่หน่วยงานทำ ทำเพียงแค่ติ๊กลงไปในกล่องและเติมคำลงในช่องว่างสั้นๆ ดังนั้น check list ที่ผ่านมาจึงไม่มีประสิทธิภาพไม่สามารถตอบโจทย์อะไรได้เลยในเรื่องของคำว่าวิเคราะห์ ดังนั้น check list 10 ประการอันใหม่ตามมติคณะรัฐมนตรี 4 เมษายน 2560 จึงทำให้ละเอียดและเข้มข้นกว่าเดิม แต่มันก็ยังไม่ไปสู่มาตรฐานสากล มันเป็นเพียงเครื่องมือที่ตอบโจทย์มาตรา 77 ได้ในระดับนึง มาตรฐานมันอยู่ตรงไหน ณ ขณะนี้ คณะกรรมการพัฒนากฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกากำลัง อยู่ในช่วงของการยกร่าง พระราชบัญญัติของการวิเคราะห์ผลกระทบตามมาตรา 77 ซึ่งแน่นอนเมื่อมันยกระดับขึ้นมาเป็นพระราชบัญญัติ มันจะทำแบบในช่วงเปลี่ยนผ่านแบบนี้อีกไม่ได้ มันจะต้องกำหนดรายละเอียดเช่นการวิเคราะห์ผลกระทบจะต้องทำกับกฎหมายลำดับใด ซึ่งทุกหน่วยงานต้องยึดถือและปฏิบัติเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกัน และเอามาตรฐานสากลมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของเรา

 

 

 

Print Friendly

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:


 

 

 

 

Slider by webdesign